2026-10-07

Gemini ฟรีเหลือแค่ Flash-Lite ตั้งแต่ 9 ตุลาคม แต่ละแพ็กเกจได้อะไร และควรทำอะไรก่อนจ่ายเงิน

#ข่าว AI#Google#Gemini

ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2026 คนที่ใช้แอป Gemini ด้วยบัญชีส่วนตัวโดยไม่จ่ายเงิน จะเหลือโมเดลให้ใช้แค่ตัวเดียว คือ Flash-Lite จากเดิมที่เลือกได้สามตัว Flash-Lite, Flash และ Pro ข้อมูลนี้มาจากหน้าช่วยเหลือของ Google เอง และ The Verge รายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม

บทความนี้สรุปว่าอะไรเปลี่ยน แต่ละแพ็กเกจได้อะไร โควตาของ Gemini คิดยังไง และคุณควรทำอะไรก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

อะไรเปลี่ยน

หน้า Changes to Gemini model access and limits ของ Google ระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 โมเดลที่ใช้ได้ในแอป Gemini สำหรับบัญชีส่วนตัวจะเปลี่ยน ผู้ใช้ที่ไม่มีแพ็กเกจเริ่มโดนวันที่ 9 ตุลาคม ส่วนคนที่สมัคร AI Plus จะได้อีเมลแจ้งว่าการเปลี่ยนแปลงมีผลกับตัวเองเมื่อไร

หลังเปลี่ยน แต่ละแพ็กเกจได้แบบนี้

  • ไม่มีแพ็กเกจ (ฟรี) ใช้ได้แค่ Flash-Lite
  • Google AI Plus ใช้ได้ Flash-Lite และ Flash แต่ไม่มี Pro แล้ว
  • Google AI Pro ใช้ได้ทั้ง Flash-Lite, Flash และ Pro
  • Google AI Ultra ใช้ได้ทั้งสามตัว และมีตัวเลือก Deep Think สำหรับงานที่ต้องคิดหนักที่สุด

เรื่องราคา The Verge รายงานราคาในสหรัฐฯ ไว้ที่ AI Plus 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือน AI Pro 19.99 ดอลลาร์ และ AI Ultra 99.99 ดอลลาร์ ราคาและแพ็กเกจที่เปิดขายในไทยอาจต่างจากนี้ ให้เช็กในแอป Gemini หรือหน้าจัดการแพ็กเกจของบัญชี Google ก่อน

สังเกตว่าคนที่เสียหายมากสุดไม่ใช่แค่ผู้ใช้ฟรี คนที่จ่าย AI Plus อยู่แล้วก็เสีย Pro ไปด้วย ใครสมัคร AI Plus เพราะอยากได้ Pro ในราคาถูก ต้องคิดใหม่

Flash-Lite, Flash และ Pro ต่างกันยังไง

ทั้งสามตัวเป็นโมเดลตระกูลเดียวกัน แต่ถูกสร้างมาให้แลกระหว่างสองอย่างต่างกัน คือความสามารถในการคิด กับต้นทุนต่อคำตอบ

ลองนึกถึงการจ้างคนช่วยงานสามระดับ ระดับแรกทำงานเร็ว ค่าจ้างถูก เหมาะกับงานที่สั่งปุ๊บรู้ปั๊บว่าต้องทำอะไร เช่นจัดรูปแบบข้อความหรือแปลประโยคสั้น ระดับบนสุดคิดช้ากว่าและแพงกว่า แต่รับงานที่ต้องอ่านเยอะ ต่อเหตุผลหลายชั้น และจับจุดที่ขัดกันเองในเอกสารได้ Flash-Lite คือฝั่งเร็วและประหยัด Pro คือฝั่งคิดลึก Flash อยู่ตรงกลาง

ทำไมตัวที่คิดลึกถึงแพงกว่า เพราะการตอบแต่ละครั้ง โมเดลต้องคำนวณเพื่อเลือกคำถัดไปทีละคำ โมเดลที่ใหญ่กว่าหรือคิดนานกว่าใช้การคำนวณต่อคำตอบมากกว่า ต้นทุนเครื่องที่ Google ต้องจ่ายจึงสูงกว่า หน้าช่วยเหลือของ Google เองก็ระบุว่าโมเดล Pro และการคิดแบบขยาย (extended thinking) เป็นของที่กินโควตามากกว่าตัวอื่น

จุดที่ต้องระวังคือ ตัวเบาไม่ได้แปลว่าตอบไม่ได้ มันมักตอบได้ดีในงานตรงไปตรงมา ปัญหาจะโผล่กับงานที่ต้องคิดหลายขั้นต่อกัน เช่นอ่านสัญญาสิบหน้าแล้วหาเงื่อนไขที่เสียเปรียบ หรือเทียบตัวเลขหลายตารางแล้วสรุปแนวโน้ม ในงานแบบนี้ตัวเบามีโอกาสข้ามรายละเอียด หรือสรุปออกมาฟังดูดีแต่ผิดมากกว่า และคุณอาจไม่รู้ตัว เพราะน้ำเสียงคำตอบมั่นใจเท่าเดิม

โควตาของ Gemini คิดยังไง

ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2026 Google เปลี่ยนวิธีคิดโควตาของแอป Gemini มาเป็นแบบอิงการคำนวณ (compute-based) ตามหน้าช่วยเหลือเดียวกัน หลักคือ

  • โควตาเติมใหม่ทุก 5 ชั่วโมง จนกว่าจะชนเพดานรายสัปดาห์
  • การใช้แต่ละครั้งนับตามความซับซ้อนของคำสั่ง ฟีเจอร์ที่ใช้ และความยาวของแชต แชตที่ยาวมากกินโควตามากกว่าแชตสั้น
  • ของที่กินโควตาเยอะ ได้แก่ การสร้างรูป วิดีโอ และเพลง, Deep Research, โมเดล Pro, การคิดแบบขยายและ Deep Think
  • ผู้ใช้ฟรีได้โควตามาตรฐาน AI Plus ได้ 2 เท่า AI Pro ได้ 4 เท่า ส่วน AI Ultra ได้ 5 หรือ 20 เท่าของ AI Pro แล้วแต่แพ็กเกจย่อย

นอกจากเลือกโมเดล Google ยังให้เลือกระดับความพยายาม (effort) ได้ทุกโมเดล ต่ำ กลาง สูง ระดับสูงทำให้โมเดลทำงานยากได้ดีขึ้นและตอบละเอียดขึ้น แต่ก็ใช้โควตามากขึ้น

กลไกนี้สำคัญกับผู้ใช้ฟรีหลังวันที่ 9 เพราะคันโยกที่เหลือในมือคุณไม่ใช่การเลือกโมเดลแล้ว แต่เป็นระดับความพยายาม ถ้างานไหนตัวเบาตอบหยาบไป ลองเปิดระดับสูงกับงานนั้น แล้วใช้ระดับต่ำกับงานทั่วไป เพื่อไม่ให้โควตาหมดกลางวัน

ควรทำอะไรก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

หนึ่ง แยกงานของคุณเป็นสองกอง กองแรกคืองานเบา เช่นสรุปข้อความสั้น เกลาประโยค แปลอีเมล ร่างข้อความตอบลูกค้า กองนี้ตัวเบามักพอ กองที่สองคืองานหนัก เช่นอ่านเอกสารยาวแล้วสรุปความเสี่ยง วิเคราะห์ตัวเลข วางแผนโครงการหลายขั้น กองนี้คือที่ที่คุณจะรู้สึกถึงความต่าง

สอง ทดสอบด้วยงานจริงของคุณ ไม่ใช่ความรู้สึก เก็บงานหนักที่เคยให้ Gemini ทำแล้วได้ผลดีไว้สองสามชิ้น หลังวันที่ 9 ส่งงานเดิมให้ Flash-Lite ทำอีกรอบ แล้วเทียบกับคำตอบเดิมทีละจุด ถ้าตัวเบาตอบได้ใกล้เคียง คุณไม่ต้องจ่ายอะไร ถ้ามันข้ามจุดสำคัญ คุณก็รู้แล้วว่าเงินที่จะจ่ายซื้ออะไร

สาม เลือกแพ็กเกจจากงาน ไม่ใช่จากชื่อ ถ้างานหนักของคุณต้องการ Pro จริง แพ็กเกจที่ได้ Pro หลังการเปลี่ยนแปลงคือ AI Pro ขึ้นไป AI Plus จะไม่ตอบโจทย์นั้นอีกแล้ว

สี่ ถ้าใช้บัญชีที่ทำงาน ให้ถามฝ่ายไอที หน้าช่วยเหลือที่ประกาศเรื่องนี้พูดถึงบัญชีส่วนตัว (personal account) ถ้าคุณใช้ Gemini ผ่านบัญชีของบริษัท เงื่อนไขอาจต่างกัน ให้เช็กกับผู้ดูแลระบบขององค์กร

ภาพใหญ่

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้บอกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ไว้ AI ฟรีไม่ได้ฟรีสำหรับคนให้บริการ ทุกคำตอบมีต้นทุนการคำนวณ และบริษัทจะปรับว่าใครได้ใช้อะไรเท่าไรอยู่เรื่อย ๆ วิธีที่ทำให้คุณไม่สะดุดทุกครั้งที่กติกาเปลี่ยน คือรู้ว่างานไหนของคุณต้องใช้โมเดลระดับไหน แล้วทดสอบด้วยงานจริง แทนการยึดติดกับชื่อแพ็กเกจหรือชื่อโมเดล

แหล่งอ้างอิง